THA  ENG   JPN
หน้าหลัก > เรื่องจริงของเด็กนักเรียนทุนEDF > "โอกาสที่ขาดหายไป"
"โอกาสที่ขาดหายไป"
ด้วยวัยเพียง 12 ปี แต่ “น้ำพุ” หรือเด็กชายศรัณยู ไกรหาญ เด็กนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านบุ (ประชารัฐพัฒนา) จังหวัดนครราชสีมา กลับไม่มีโอกาสในการได้รับความต้องการพื้นฐานใดๆที่เด็กๆทั่วไปพึงจะได้รับ

น้ำพุอาศัยอยู่กับพ่อที่พิการขาขาดในสิ่งที่เขาเรียกว่า “บ้าน” แต่สิ่งที่เห็นคือเพิงไม้เก่าๆคับแคบ อยู่ห่างไกลชุมชน มุงด้วยสังกะสีและแผ่นไม้อัดที่ผุพัง ภายในไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ หากคืนไหนฝนตกหนัก สองพ่อลูกต้องเดินตากฝนไปอาศัยนอนในศาลาวัดที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 1 กิโลเมตร
พ่อประสบอุบัติเหตุจนต้องตัดขาขวาออกตั้งแต่ก่อนน้ำพุเกิด ส่วนแม่ก็ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังแบเบาะ น้ำพุจึงไม่เคยเห็นหน้าแม่ ไม่มีแม้แต่รูปถ่ายสักใบ เมื่อก่อนพ่อเคยมีขาเทียมและทำงานรับจ้างในโรงงานเหล็ก แต่เมื่อหลายปีก่อนขาเทียมของพ่อแตกและหักออกเป็นสองท่อน เนื่องจากใช้งานหนักมานาน เคยเอาไปซ่อมที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอมาแล้ว 3-4 ครั้งแต่ก็ซ่อมไม่ได้จนพ่อถอดใจเพราะเดินทางแต่ละครั้งเสียค่าใช้จ่ายมาก ในที่สุดพ่อต้องออกจากโรงงานเหล็กมารับจ้างแกะขนมปังหมดอายุเพื่อทำเป็นอาหารปลาอยู่ที่บ้าน ได้ค่าจ้างวันละ 30-40 บาท แต่งานก็ไม่ได้มีทุกวัน 


บน: "น้ำพุ" หรือเด็กชายศรัณยู ไกรหาญ อายุ12 ปี และ นายสถิตย์ ไกรหาญ อายุ 38 ปี พ่อที่พิการขาขาดตั้งแต่เหนือหัวเข่า
ล่าง: สภาพภายในบ้านของ "น้ำพุ" ที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า หรือน้ำประปา หรือสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ


ทุกวัน น้ำพุต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปขอข้าวก้นบาตรจากพระที่วัดมาให้พ่อไว้กินและห่อไปกินที่โรงเรียน ก่อนเดินเท้าไปโรงเรียนที่อยู่ห่างออไป 3-4 กิโลเมตร วันไหนมีรายได้จากการแกะขนมปังพ่อก็จะให้เงินไปโรงเรียนวันละ 5-10 บาท ซึ่งน้ำพุก็จะนำไปฝากไว้กับธนาคารโรงเรียนวันละ 5 บาทอยู่เสมอ น้ำพุจึงไม่เคยได้ซื้อขนมที่อยากกิน หรือของที่อยากได้เหมือนกับเพื่อนๆ และมักโดนเด็กๆในหมู่บ้านล้อเลียนเรื่องพ่อและความยากจน แต่พ่อก็จะคอยปลอบใจอยู่เสมอ ให้อดทน ไม่ต้องอายใคร และตั้งใจเรียนให้จบ จะได้มีงานดีๆทำ


รูปถ่ายของน้อง น้ำพุ ที่ส่งมาพร้อมกับสมัครขอรับทุน EDF ในปีนี้

 
บ้านของน้ำพุไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาจึงไม่เคยได้ดูทีวี ทุกวันหลังเลิกเรียนน้ำพุต้องรีบกลับบ้านเพื่อทำการบ้านให้เสร็จก่อนมืด บางวันต้องจุดเทียนอ่านหนังสือ หลังจากทำการบ้านเสร็จก็จะไปตักน้ำจากในคลองหลังบ้านที่มีสีขุ่นเขียวมาใส่ตุ่มไว้ใช้กินใช้อาบ เย็นวันไหนหากข้าวที่ไปขอจากที่วัดตั้งแต่เช้าบูด สองพ่อลูกก็จะไม่ได้กินข้าว บางวันโชคดีจึงจะมีชาวบ้านนำอาหารมาแบ่งให้บ้าง

ซ้ายบน และขวาบน: สภาพโดยรอบบ้านของ "น้ำพุ"
ซ้ายล่าง: คลองสีเขียวขุ่นที่สองพ่อลูกใช้กินใช้อาบ
ขวาล่าง: สภาพขาเทียมของพ่อที่ชำรุดและหักออกเป็นสองท่อน


แม้จะเป็นเด็กด้อยโอกาส แต่น้ำพุก็เป็นเด็กดี เรียนได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่าทุกเทอม ชอบเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ และฝันอยากเป็นวิศวกร เพื่อจะได้มีเงินมาเลี้ยงดูพ่อ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาสมัครขอรับทุน EDF เพื่อเรียนต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในปีนี้ น้ำพุรู้ดีว่ามีเด็กด้อยโอกาสอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือไม่ต่างไปจากเขา ซึ่งน้ำพุรู้สึกยินดีที่เรื่องราวของเขาสามารถเป็นตัวแทนบอกเล่าชีวิตของเด็กๆอีกมากมายในพื้นที่ชนบทห่างไกล ที่ยังคงอยู่ในวังวนของความยากไร้ ขาดการเข้าถึงโอกาส ขาดการดูแลเอาใจใส่ที่เหมาะสม อย่างเช่นเขา ให้ได้มีอนาคตที่ดีขึ้นจากการศึกษา

เด็กๆเหล่านี้ต้องหายไปจากระบบการศึกษาปีแล้วปีเล่า และกำลังอยู่ในความเสี่ยงของการเป็นแรงงานเด็กไร้ฝีมือ หรือเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และต้องจมอยู่ในวัฎจักรของความยากไร้ตลอดไป เพียงเพราะพวกเขาเกิดในครอบครัวที่ยากจน ไม่มีแม้แต่ปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต หรือเงินค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าขนมไปโรงเรียน วันนี้เด็กๆเหล่านี้กำลังรอคอยโอกาส…โอกาสที่อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาตลอดไป

ในปีการศึกาษา 2555 นี้ น้ำพุได้รับทุนจากผู้อุปการะผ่านมูลนิธิEDF เพื่อให้ได้เรียนต่ออย่างน้อยถึงม.3 ได้กินอย่างอิ่มท้อง และมีผู้ใจดีต่อไฟฟ้าให้น้ำพุได้อ่านหนังสือในเวลากลางคืน รวมถึงขาเทียมอันใหม่ของพ่อ เพื่อให้พ่อได้กลับไปทำงานได้อีกครั้ง
2012-04-30 | เรื่องจริงของเด็กนักเรียนทุนEDF | เปิดอ่าน 5433

ลงทะเบียนรับข้อมูลข่าวสาร EDF

มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา(EDF)
เลขที่ 50 อาคาร ส.มก. ชั้น 3 ถ.พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel.(02)5799209 to 11 | Fax. (02)9405266 | Email. public@edfthai.org
Connect with EDF        
มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาเป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 255
ทุกการบริจาคผ่าน มูลนิธิฯ สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีตามกฎหมาย
© 2011 EDF-Thailand